สถิติ
เปิดเมื่อ11/07/2013
อัพเดท8/10/2019
ผู้เข้าชม199917
แสดงหน้า253168
ปฎิทิน
October 2019
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
  
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

บทความ

พืชกินแมลง (Carnivorous Plants)
 
          พืชกินสัตว์ Carnivorous Plants ถูกค้นพบโดย ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เมื่อปี ค.ศ. 1875 ในตอนแรก ดาร์วิน ได้เรียกพืชพวกนี้ว่า พืชกินแมลง (insectivorous plant) แต่หลังจากศึกษามากขึ้น ก็พบว่ามันไม่ได้กินแต่แมลงเท่านั้น แต่มันยังสามารถกินสัตว์ชนิดอื่นๆได้ด้วย จึงถือว่าพวกมันเป็นกลุ่มของ พืชกินสัตว์ Carnivorous Plants
 
คำว่า Carnivorous Plants หากแปลตรงตัวจะได้ว่า พืชกินสัตว์
ใน 
BOKUJOU จะขอใช้คำว่าว่า พืชกินแมลง แทนคำว่า พืชกินสัตว์
ตามที่คนทั่วไปเรียกกัน เพื่อความสะดวกของผู้อ่าน
 

ลักษณะที่สำคัญของพืชกินแมลง

1. พืชต้นนั้น ต้องมีความสามารถในการดูดซึมธาตุอาหารจากสัตว์ตายซึ่งอยู่แนบกับพื้นผิวของ ต้นได้ และใช้วิธีนี้ช่วยบำรุงให้ต้นแข็งแรงในแง่ของ การเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของต้นพืช, โอกาสในการอยู่รอด, การสร้างละอองเรณู และการสร้างเมล็ด
2. พืชต้นนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างชัดเจนบางอย่าง โดยมีเป้าหมายหลักในการล่อแมลง, จับ และย่อยเหยื่อ

 
ทำไมจึงต้องกินสัตว์
          นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าบรรพบุรุษของพืชเหล่านี้อาจมีต้นกำเนิดในบริเวณที่ไม่สมบูรณ์ แร่ธาตุในดินไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ทำให้พวกมันต้องวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด โดยการเปลี่ยนแปลงส่วนใบให้เป็นกับดักจับเหยื่อที่เป็นสิ่งมีชีวิตเพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้
 
พืชกินแมลงมีกลไกในการดัดจับเหยื่อ แบ่งได้เป็น 5 แบบ คือ
          พืชกินแมลงมีวิวัฒนาการที่หลากหลายเพื่อดักจับสิ่งมีชีวิตมาเป็นอาหาร ของกลุ่มพืชกินแมลงแต่ละกลุ่มมีอวัยวะหรือกับดักในการดักจับแมลงที่แตกต่างกัน
 
1. กับดักแบบหลุมพลาง (Pitfall traps)
ลักษณะของกับดักแบบนี้ พื้นฐานเป็นการสร้างกรวยหรือหม้อที่มีของเหลวที่ใช้ในการล่อสัตว์เข้าไป แต่ไม่สามารถออกมาได้ จากนั้นของเหลวภายในที่มีคุณสมบัติคล้ายน้ำย่อยจะทำการย่อยสิ่งมีชีวิตที่ตกลงไปเพื่อให้ได้สารอาหารที่ต้องการ
 เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง(Nepenthes) ซาร์ราซีเนีย(Sarracenia) ลิลลี่งูเห่า(Darlingtonia)
หม้อข้าวหม้อแกงลิง ซาร์ราซีเนีย ลิลลี่งูเห่า
 
หยาดน้ำค้าง บัตเตอร์เวอร์ต
หรือ พิงกุย
 
2. กับดักแบบกระดาษเหนียว (Flypaper traps)
   กับดักแบบนี้จะเน้นการสร้างเมือกเหนียวคล้ายกาวจากต่อมเมือก
   และย่อยเหยื่อยด้วยน้ำย่อยภายในต่อม
   บางชนิดสามารถตอบสนองการเคลื่อนไหวของสัตว์
   ด้วยการม้วนใบหรือก้านที่ได้รับสิ่งเร้า
   เพื่อให้เมือกและน้ำย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น

   ตัวอย่างเช่น
   หยาดน้ำค้าง(Drosera) บัตเตอร์เวอร์ต หรือ พิงกุย(Pinguicula)
 
3. กับดักแบบตะครุบ (Snap traps)
มีลักษณะเด่นคือ สามารถตอบสนองต่อสัตว์ที่เคลื่อนไหวเข้ามาในบริเวณที่เรียกว่า ขนกระตุ้น(Trigger Hairs) จากนั้นใบที่ถูกกระตุ้นจะหุบลงทันที(คล้ายกับดักหนู) เพื่อจับและย่อยเหยื่อย อย่างไรก็ดีการทำงานของกับดักชนิดนี้ยังเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ต้องค้นหาและอธิบายต่อไป

ตัวอย่างของพืชที่มีกับดักชนิดนี้ เช่น
กาบหอยแครง (Dionaea) อัลโดแวนด้า (Aldrovanda)
กาบหอยแครง อัลโดแวนด้า
 
4. ถุงดูดเหยื่อ (Bladder traps)
เป็นกับดักของพืชกินแมลงที่อยู่ในน้ำหรือที่ชื้นแฉะ เมื่อเหยื่อขนาดเล็กว่ายน้ำผ่านมาสัมผัสรยางค์ขนด้านนอก กับดักที่ดูคล้ายถุงจะเปิดออกพร้อมกับดูดเหยื่อ และน้ำเข้าสู่ในถุงอย่างรวดเร็ว
พบได้ในพืชสกุล Utricularia
 
พืชสกุล Utricularia
 
5. กับดักแบบหม้อดักกุ้งมังกร (Lopster-pot traps)
คล้ายกับดักแบบหลุมพราง คือมีเส้นทางให้เหยื่อเดินเข้ามาสู่บริเวณย่อยโดยไม่สามารถเดินย้อนกลับได้ เพราะมีขนแข็งที่เรียงตัวไปในทิศทางเดียวกันเป็นเส้นทางบังคับเหยื่อ พบในเจนลิเซีย (Genlisea) และสามารถพบได้ในหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดอีกด้วย
เจนลิเซีย (Genlisea)